Hunger Game หลังจากกลับมาดูซ้ำรวดเดียว 4 ภาค (และไม่ใช่แฟนนิยาย)




ประทับใจมาก แต่ละภาคมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ถึงจะรู้สึกว่าภาค 3.1 มันออกจะดรอปลงหน่อยก็ตาม แต่มันก็ยังมีสิ่งที่มันจะสื่ออยู่ส่วนภาคแรก เอาจริงๆยอมรับว่าก็สนุกดี เพียงแต่มันให้เวลาตอนท้ายน้อยไปหน่อย ที่เหลือคือชอบ ที่สำคัญมันคือการวางรากฐาน โลกในหนังเป็นครั้งแรก ยังไงก็ชื่นชมนะ

ภาค 2 - 3.2 กำกับโดย ผกก คนเดียวกัน แน่นอน สำหรับภาค 2 ถือว่าลงตัวสุดๆ เป็นมาซเตอร์พีชเลยก็ว่าได้ อันนี้คนพูดถึงเยอะแล้ว ไม่พูดละกัน 555



ส่วน 3.1 กับ 3.2 สำหรับเรา ในความเป็นภาพยนตร์แล้ว ไม่จำเป็นต้องแยกภาคก็ได้เอาจริงๆ (ถ้าไม่นับเรื่องเงินอ่ะนะ) จริงอยู่เราได้เนื้อหามากขึ้น แต่จังหวะหนังของทั้งสองภาคนี่ ดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าทุกอย่างรวมเป็นภาคเดียว แล้วยาวขึ้น เราก็คงไม่ติดอะไร

แต่โอเค มันแยกกัน ฉะนั้น สำหรับเรา ภาค 3.2 เป็นภาคที่ชอบที่สุด (ในบรรดาหนังสี่ภาคนี้) มันมีบทสรุป และตอนจบที่ตรึงใจมากๆถึงแม้หนังภาคล่าสุด(ไม่ใช่สุดท้าย เพราะเห็นประกาศสร้างภาค Prequel ละนี่) จะโดนด่าจากหลายๆคนก็ตาม สำหรับความน่าเบื่อนี่ไม่เถียง จังหวะหนังมันดรอปจริงๆ ไม่คมคายเหมือนภาค 2 ซึ่งก็เพราะมันแยกเป็น 2 พาร์ทไง ถถถถ

แต่เรื่องการไม่เดินตามนิยายแบบเป๊ะๆ อันนี้เราไม่เห็นด้วย สำหรับเรา นิยายก็คือนิยาย โลกของนิยายถูกสร้างขึ้นโดยคนเขียน และถูกตีความโดยคนอ่าน แค่นั้น จบพอมาเป็นหนัง โลกของมันถูกสร้างขึ้นโดยคนเขียน ผู้กำกับ นักแสดง และอีกหลายร้อยชีวิต ถูกตีความโดยทุกคน นอกจากคนเขียน(เพราะจบหน้าที่ตัวเองไปแล้ว) และถูกตีความโดยคนดูในท้ายที่สุด

พื้นที่ของภาพยนตร์ จึงควรมีอิสระให้ทีมงานที่เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ได้ช่วยกันสร้างสรรค์มันขึ้นมา ถ้าหากหนังมันไม่ได้เดินตามนิยายแบบเป๊ะๆ แต่มันยังคงเป็นหนังที่ดีอยู่ มันก็คือหนังที่ดีและสำหรับเรา นี่คือหนังที่ดีมากๆเรื่องนึงของเราเลย


โพสต์ความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น